โลหะสี่ชนิดที่ใช้ทำตัวอักษร
ตัวอักษรโลหะเกือบทั้งหมดขึ้นรูปจากแผ่นโลหะ โดยตัดแผ่นหน้าตามรูปตัวอักษร ดัดแผ่นข้างเป็นความหนา แล้วเชื่อมประกอบเป็นกล่องตัวอักษร โลหะที่ใช้จึงต้องตัดด้วยเลเซอร์ได้ ดัดได้โดยไม่แตก และเชื่อมได้ คุณสมบัติที่ต่างกันของแต่ละชนิดอยู่ที่ความทนต่อสภาพอากาศ น้ำหนัก สีของเนื้อโลหะ และผิวที่ทำได้
สเตนเลสเป็นวัสดุที่ใช้มากที่สุดสำหรับงานกลางแจ้ง เกรดที่พบในงานป้ายคือ 304 และ 201 เกรด 304 มีนิกเกิลสูงกว่า ทนการกัดกร่อนได้ดีกว่า และเหมาะกับพื้นที่ใกล้ทะเลหรือพื้นที่ที่โดนฝนตลอด เกรด 201 ราคาวัสดุต่ำกว่าและใช้ได้ดีในร่มหรือใต้ชายคา แต่ในที่โดนฝนและมลภาวะโดยตรงอาจเกิดคราบสนิมผิวภายในไม่กี่ปี การแยกสองเกรดนี้ด้วยตาเปล่าทำไม่ได้ จึงต้องระบุเกรดในแบบและใบเสนอราคา
ทองเหลืองให้สีทองจากเนื้อโลหะเอง ไม่ใช่สีเคลือบ จึงไม่ลอกและเมื่อผิวหมองสามารถขัดกลับได้ แต่ทองเหลืองทำปฏิกิริยากับอากาศจนสีเข้มขึ้นตามเวลา งานที่ต้องการให้คงสีสว่างจึงเคลือบใสทับ อะลูมิเนียมเบากว่าสเตนเลสราวหนึ่งในสาม เหมาะกับตัวอักษรขนาดใหญ่บนอาคารสูงและตัวอักษรที่ต้องพ่นสี ส่วนเหล็กพ่นสีใช้เมื่อต้องการสีเฉพาะและงบจำกัด แต่ต้องพ่นรองพื้นกันสนิมและมีอายุสั้นกว่าเมื่ออยู่กลางแจ้ง
ผิวสัมผัสที่ทำได้ ขัดเงา ขัดด้าน ไทเทเนียม และพ่นสี
ผิวของตัวอักษรกำหนดว่าป้ายจะสะท้อนสภาพแวดล้อมมากแค่ไหน ผิวขัดเงาสะท้อนเหมือนกระจก ให้ความรู้สึกหรูหราแต่ก็สะท้อนสายไฟ ต้นไม้ และรถที่ผ่านไปมาด้วย ในตำแหน่งที่มีแสงแดดส่องตรงอาจอ่านยากในบางช่วงเวลา ผิวขัดด้านหรือผิวแฮร์ไลน์มีเส้นละเอียดทางเดียว ไม่สะท้อนภาพ อ่านง่ายในทุกสภาพแสง และซ่อนรอยขีดข่วนเล็กได้ดีกว่า
สีทอง สีดำ สีโรสโกลด์ และสีบรอนซ์บนสเตนเลสส่วนใหญ่มาจากการเคลือบผิวด้วยไอโลหะในสุญญากาศ ที่เรียกกันในตลาดว่าสีไทเทเนียม ผิวชนิดนี้ติดแน่นกับเนื้อโลหะและทนกว่าสีพ่น แต่ซ่อมเฉพาะจุดไม่ได้ ถ้าเป็นรอยลึกต้องเคลือบใหม่ทั้งตัว ส่วนการพ่นสีใช้กับอะลูมิเนียมและเหล็ก เลือกสีได้ตามรหัสสีของแบรนด์ และซ่อมเฉพาะจุดได้ แต่ผิวสีเป็นชั้นบางที่ลอกหรือซีดได้เมื่อโดนแดดหลายปี
โครงสร้างตัวอักษร ตัวทึบ ตัวมีไฟหลัง และตัวมีไฟหน้า
ตัวอักษรทึบคือกล่องโลหะปิดทุกด้าน ไม่มีไฟ ใช้กับตำแหน่งที่มีแสงส่องป้ายจากภายนอกอยู่แล้ว เช่น ผนังต้อนรับในอาคารหรือหน้าร้านที่มีไฟส่องป้ายแยก โครงสร้างนี้เรียบง่ายที่สุด ไม่มีระบบไฟฟ้าให้ดูแล และตัวอักษรสามารถบางได้ถึงประมาณสิบมิลลิเมตร
ตัวอักษรมีไฟหลัง หรือที่เรียกว่าไฟเรืองขอบ มีหลอด LED อยู่ภายในกล่องและปล่อยแสงออกทางด้านหลังไปกระทบผนัง ตัวอักษรจึงเห็นเป็นเงาดำที่มีแสงเรืองรอบขอบ ต้องติดตั้งเว้นระยะจากผนังสองถึงสี่เซนติเมตร และผนังด้านหลังควรเป็นสีอ่อนและเรียบเพื่อให้แสงกระจายสม่ำเสมอ ตัวอักษรมีไฟหน้าใช้แผ่นอะคริลิคเป็นหน้าตัวอักษร ตัวโลหะเป็นกรอบด้านข้าง แสงส่องออกทางด้านหน้าให้อ่านได้ชัดจากระยะไกล เป็นแบบที่ใช้กับป้ายชื่อร้านที่เปิดกลางคืนมากที่สุด
ทั้งสองแบบที่มีไฟต้องมีความหนาอย่างน้อยสามถึงห้าเซนติเมตรเพื่อวางหลอด LED และเดินสาย มีรูระบายน้ำที่ด้านล่างของตัวอักษร และมีหม้อแปลงไฟกระแสตรงติดตั้งในตำแหน่งที่กันน้ำและเข้าถึงได้เพื่อการซ่อม ความแตกต่างของสามโครงสร้างนี้เมื่อมองตอนกลางวันมีน้อย แต่ตอนกลางคืนต่างกันทั้งหมด
เทียบโลหะทั้งห้าชนิดด้วยเกณฑ์เดียวกัน
ตารางสรุปคุณสมบัติที่มีผลต่อการเลือกวัสดุ ความทนต่อสภาพอากาศพิจารณาจากการใช้งานกลางแจ้งโดยไม่มีหลังคา
| วัสดุ | ผิวที่ทำได้ | ความทนสภาพอากาศและการใช้งานที่เหมาะ |
|---|---|---|
| สเตนเลส 304 | ขัดเงา ขัดด้าน แฮร์ไลน์ เคลือบไทเทเนียม | ทนดีที่สุด กลางแจ้ง ใกล้ทะเล ป้ายที่ต้องอยู่เกินสิบปี |
| สเตนเลส 201 | ขัดเงา ขัดด้าน แฮร์ไลน์ เคลือบไทเทเนียม | ทนปานกลาง ในร่ม ใต้ชายคา และงานที่โดนฝนไม่ตรง |
| ทองเหลือง | ขัดเงา ขัดด้าน เคลือบใส รมดำ | ทนดี สีเข้มขึ้นตามเวลา ป้ายบริษัท โรงแรม อาคารสำนักงาน |
| อะลูมิเนียม | อะโนไดซ์ พ่นสี ขัดด้าน | ไม่เป็นสนิม น้ำหนักเบา ตัวอักษรใหญ่บนอาคารและงานสีเฉพาะ |
| เหล็กพ่นสี | พ่นสี | ต้องรองพื้นกันสนิม อายุกลางแจ้งสั้นกว่า เหมาะกับในร่มและงานชั่วคราว |
ความสูง ความหนา และความแข็งแรงของตัวอักษร
ความสูงของตัวอักษรกำหนดจากระยะที่ต้องการให้อ่านได้ หลักโดยประมาณคือตัวอักษรสูงหนึ่งเซนติเมตรอ่านได้จากระยะสามถึงสี่เมตรสำหรับตัวอักษรที่มีคอนทราสต์ดีกับพื้นหลัง ป้ายชื่อร้านริมถนนที่ต้องอ่านจากฝั่งตรงข้ามจึงมักใช้ตัวอักษรสูงยี่สิบถึงสี่สิบเซนติเมตร ส่วนป้ายบริษัทบนผนังต้อนรับที่มองจากระยะสามถึงห้าเมตรใช้แปดถึงสิบห้าเซนติเมตร
ความหนาของตัวอักษรสัมพันธ์กับความสูง ตัวอักษรสูงสามสิบเซนติเมตรที่หนาเพียงหนึ่งเซนติเมตรจะดูบางและบิดงอได้ง่ายเมื่อขนส่ง ขณะที่ตัวอักษรสูงสิบเซนติเมตรที่หนาห้าเซนติเมตรจะดูหนักเกินสัดส่วน สัดส่วนที่ใช้กันทั่วไปคือความหนาราวหนึ่งในหกถึงหนึ่งในสิบของความสูง และตัวอักษรที่มีไฟต้องหนาอย่างน้อยสามเซนติเมตรไม่ว่าจะสูงเท่าใด ตัวอักษรที่มีส่วนแคบมาก เช่น เส้นบางของฟอนต์แบบเซอริฟ อาจต้องเพิ่มเส้นให้หนาขึ้นในแบบ เพราะแผ่นโลหะดัดตามส่วนที่แคบกว่าห้ามิลลิเมตรไม่ได้
วิธียึดกับผนังและฐานรอง
ตัวอักษรโลหะยึดกับผนังด้วยสตัดหรือแกนเกลียวที่เชื่อมไว้ด้านหลังตัวอักษร เจาะรูบนผนังตามแบบวางตำแหน่ง แล้วยึดด้วยพุกเคมีหรือพุกโลหะ วิธีนี้ทำให้ตัวอักษรแต่ละตัวยึดแยกกันและถอดซ่อมทีละตัวได้ แต่ต้องการผนังที่รับน้ำหนักได้ เช่น คอนกรีต อิฐ หรือโครงเหล็ก ผนังยิปซัมและแผ่นสมาร์ทบอร์ดต้องเสริมโครงด้านหลังก่อน
เมื่อผนังไม่เรียบ ไม่แข็งแรง หรือเจ้าของอาคารไม่อนุญาตให้เจาะหลายจุด ตัวอักษรจะติดบนฐานรองก่อน ฐานรองอาจเป็นแผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิต แผ่นสเตนเลส หรือกล่องโลหะ แล้วยึดฐานทั้งแผ่นกับผนังด้วยจุดยึดไม่กี่จุด ฐานรองยังใช้ซ่อนสายไฟและหม้อแปลงสำหรับตัวอักษรมีไฟ และทำให้ย้ายป้ายทั้งชุดได้เมื่อย้ายที่ตั้ง ข้อแลกเปลี่ยนคือมีน้ำหนักและความหนาเพิ่ม และเห็นขอบฐานเป็นกรอบรอบข้อความ
ตัวอักษรโลหะขึ้นรูปจากแผ่นโลหะสี่ชนิดหลัก สเตนเลส 304 ทนสภาพอากาศดีที่สุดสำหรับงานกลางแจ้ง 201 เหมาะกับในร่ม ทองเหลืองให้สีทองจากเนื้อโลหะ อะลูมิเนียมเบาและใช้กับงานพ่นสี ผิวขัดด้านอ่านง่ายกว่าขัดเงาในทุกสภาพแสง โครงสร้างสามแบบคือตัวทึบ ตัวมีไฟหลัง และตัวมีไฟหน้า ซึ่งต่างกันชัดเจนตอนกลางคืน และควรระบุเกรดโลหะ ความหนาแผ่น และวิธียึดในแบบทุกครั้ง







