ความต่างอยู่ในสิ่งที่มองไม่เห็น
ไวนิลที่ใช้ทำป้ายวัดกันสองอย่าง คือความหนาของเนื้อวัสดุกับชนิดของหมึกที่พิมพ์ลงไป เนื้อหนากว่าทนแรงลมและการขึงได้มากกว่าโดยไม่ยืดจนภาพเบี้ยว หมึกที่ดีกว่ากันแสงยูวีได้นานกว่าก่อนที่สีจะซีด สองอย่างนี้ไม่มีทางดูออกจากภาพถ่ายในวันติดตั้ง
เพราะดูไม่ออก การเทียบราคาป้ายไวนิลจากตัวเลขต่อตารางเมตรเพียงอย่างเดียวจึงไม่มีความหมาย ป้ายที่ถูกกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์แต่ต้องเปลี่ยนในสองปีแทนห้าปี แพงกว่าในทางบัญชี
สามเกรดที่ใช้จริงในตลาด
ผู้ผลิตแต่ละรายเรียกชื่อเกรดต่างกัน แต่ในทางปฏิบัติงานป้ายกลางแจ้งใช้อยู่สามระดับ การระบุน้ำหนักเนื้อไวนิลเป็นกรัมต่อตารางเมตรเวลาสั่งงานจะชัดกว่าเรียกชื่อทางการค้า
ต้นทุนต่อปีบอกความจริงมากกว่าราคาต่อแผ่น
ตารางคิดจากป้ายขนาด 3 x 1.5 เมตร ซึ่งเป็นขนาดหน้าร้านที่พบบ่อย เทียบว่าถ้าถือไว้จนหมดอายุงาน แต่ละเกรดคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อปีเท่าไหร่
| เกรดเนื้อไวนิล | ราคาอ้างอิง | อายุงานและต้นทุนต่อปี |
|---|---|---|
| 280–340 แกรม | 1,400–2,000 บาท | 6 เดือนถึง 1 ปี · ราว 1,700 บาทต่อปี ถ้าใช้เป็นป้ายถาวรจะแพงที่สุด |
| 440–510 แกรม | 2,300–3,400 บาท | 2–3 ปี · ราว 1,100 บาทต่อปี คุ้มที่สุดสำหรับงานทั่วไป |
| 610 แกรมขึ้นไป | 3,600–5,200 บาท | 4–5 ปี · ราว 950 บาทต่อปี คุ้มขึ้นถ้าไม่ต้องเปลี่ยนแบบระหว่างทาง |
| ไวนิลทึบสองหน้า | 4,200–6,000 บาท | 3–4 ปี · ใช้กับป้ายที่มองได้สองด้าน ไม่เห็นภาพอีกด้านทะลุมา |
| ไวนิลเจาะรูกันลม | 2,800–4,000 บาท | 2–3 ปี · จำเป็นสำหรับป้ายขนาดใหญ่บนตึกที่ลมแรง |
งานแบบไหนที่ไม่คุ้มจะจ่ายเพิ่ม
ไม่ใช่ทุกงานที่ควรใช้เกรดหนา ป้ายโปรโมชั่นตามเทศกาล ป้ายอีเวนต์ ป้ายเปิดร้านใหม่ และป้ายที่ข้อความจะเปลี่ยนภายในปีเดียวอยู่แล้ว ควรใช้เกรดงานสั้น เพราะอายุงานที่เหลือไม่มีใครได้ใช้
ในทางกลับกัน ป้ายที่ติดสูงและต้องใช้รถกระเช้าทุกครั้งที่เปลี่ยน ควรใช้เกรดสูงสุดที่งบรับได้เสมอ เพราะค่าติดตั้งแต่ละครั้งมักแพงกว่าส่วนต่างของวัสดุ
สามข้อที่ควรถามก่อนสั่ง
การถามสามข้อนี้ทำให้เทียบใบเสนอราคาจากหลายที่ได้ตรงกัน แทนที่จะเทียบแค่ตัวเลขรวม
เลือกเกรดจากอายุงานที่ต้องการจริง แล้วคิดเป็นต้นทุนต่อปี ป้ายที่ต้องปีนสูงเปลี่ยนควรใช้เกรดสูงสุดที่จ่ายได้







